วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

รู้จักภัยน้ำท่วม และวิธีการรับมือน้ำท่วม




         เมื่อย่างเข้าสู่ปลายเดือนพฤษภาคม สายน้ำแห่งความชุ่มฉ่ำ จะค่อย ๆ ไหลรินลงมาจากก้อนเมฆบนท้องฟ้า นั่นหมายความว่า กำลังเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งสายฝนจะตกโปรยปรายลงมาให้ชุ่มฉ่ำ พืชผลทางการเกษตร ดอกไม้ ใบหญ้า จะได้สัมผัสกับน้ำฝนอย่างเต็มที่ เหล่าพายุต่าง ๆ แห่แหนพัดผ่านอยู่เนือง ๆ จนกว่าจะหมดฤดูในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งก่อนที่น้ำฝนจะเทลงมาในฤดูฝนนั้น เกษตรกรในแถบที่ราบสูงของไทย ต้องเผชิญกับความแห้งแล้งแสนสาหัส ถึงขนาดที่ต้องพึ่งพาโครงการฝนหลวง เพื่อให้ผลผลิตการเกษตรยังคงออกดอกออกผลอยู่ได้ แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนในปีนี้ ความดีใจของเกษตรกรกลับเปลี่ยนแปลงเป็นความทุกข์ใจอีกครั้ง เพราะฝนที่ยังคงตกอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ได้เปลี่ยนให้แผ่นดินที่แห้งแล้ง ต้องเผชิญกับน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมสูงจนทะลักเข้าสู่ที่พักอาศัย

   อุทกภัย หรือ ที่เราเรียกติดปากว่า น้ำท่วม คือ มหันตภัยร้ายที่เกิดขึ้นโดยเงื้อมมือของธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยน้ำท่วมออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

     1. น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน เนื่องจากฝนที่ตกติดต่อกันหลายชั่วโมง จนผืนดินไม่สามารถดูดซับน้ำได้ทัน น้ำฝนที่เทลงมาจึงไหลลงสู่พื้นราบอย่างรวดเร็ว ซึ่งมักเกิดขึ้นในที่ราบสูง และไหลลงสู่พื้นที่ต่ำกว่า จนทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน และทรัพย์สินเสียหาย

          2. น้ำท่วมขัง และน้ำล้นตลิ่ง เพราะฝนที่ตกอย่างหนักทำให้พื้นที่ที่เป็นหลุมเป็นบ่อ มีน้ำท่วมขังไม่สามารถระบายน้ำออกได้ อีกทั้งน้ำในแม่น้ำลำคลองยังมีปริมาณมากจนล้นตลิ่ง และอาจทะลักเข้าถึงบ้านเรือนได้

          ในประเทศไทย เคยเกิดเหตุน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะในแถบภาคเหนือ และภาคอีสาน ไม่เว้นแม้แต่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครเอง ก็เคยประสบภัยน้ำท่วมมาแล้วเช่นกัน


ย้อนรอยน้ำท่วม

          จ.ลพบุรี ที่ราบสูงตอนกลางของประเทศไทย เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี เพราะมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน โดยเฉพาะแม่น้ำสายสำคัญ อย่างแม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี ปัญหาน้ำท่วมจึงมีให้เห็นเป็นประจำอยู่ทุกปี แม้จะมี เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ คอยกักเก็บและควบคุมปริมาณน้ำอยู่ก็ตาม ในปี 2553 นี่ก็เช่นกัน จ.ลพบุรี ประสบปัญหาน้ำท่วมหนัก ต้องปิดโรงเรียน และระดมหน่วยงานเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยหลายครัวเรือน

          จ.ลำปาง หนึ่งในพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมในภาคเหนือ โดยเฉพาะที่ อ.แจ้ห่ม ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำ ที่มีแม่น้ำแม่สอย และแม่น้ำวัง ไหลผ่านมาบรรจบกัน อีกทั้งสภาพภูมิศาสตร์ จ.ลำปาง ยังเป็นพื้นดินต่ำ มีภูเขาล้อมรอบ จนถูกเรียกว่า อ่างลำปาง โดยล่าสุดน้ำป่าไหลหลากและน้ำจากแม่น้ำก็ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนใน อ.แจ้ห่ม และบริเวณรอบ ได้รับความเสียหาย มีระดับน้ำท่วมสูงเกือบ 1 เมตร มีผู้ประสบภัยนับ 1,000 หลังคาเรือน

          จ.เชียงราย คือจังหวัดใหญ่ทางภาคเหนือ ที่แม้จะอยู่เหนือสุดของประเทศไทย แต่ก็ยังต้องประสบภัยน้ำท่วมอย่างหนักในปีนี้ เนื่องจากฝนที่ตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากทะลักล้นเข้าสู่บ้านเรือน ใน 5 อำเภอ ที่ได้รับความเดือดร้อนหนัก คือ อ.ดอยหลวง, อ.พญาเม็งราย, อ.แม่จัน , อ.แม่ฟ้าหลวง และ อ.เวียงเชียงรุ้ง อีกทั้งล่าสุดอ่างเก็บน้ำห้วยพลู ก็ยังแตกออกจนเป็นเหตุให้น้ำทะลักและดินทรุดตัวลง รวมถึงถนนขาดออกจากกันอีกด้วย

          กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย ก็เคยประสบปัญหาน้ำท่วมมาแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะในปี 2538 น้ำท่วมขังอยู่นานราว 2 เดือน คนเมืองหลวงต่างต้องใช้ชีวิตท่ามกลางน้ำท่วมขัง ถือเป็นภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้สาเหตุมาจากกรุงเทพฯ มีพื้นที่ต่ำและกำลังทรุดตัวลงอยู่เรื่อย ๆ ประกอบกับน้ำทะเลที่ค่อย ๆ หนุนสูงขึ้นทุกปี

          นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางจังหวัดของประเทศไทย ที่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมหนัก และยังคงมีอีกหลายจังหวัดที่ยังเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอยู่ในขณะนี้ ดังนั้นการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับปัญหาน้ำท่วม จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากที่ประชาชนจะต้องรับรู้ไว้ เพื่อรับมือกับปัญหาน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นได้

วิธีรับมือน้ำท่วม     

          1. หมั่นติดตามข่าวสาร และประกาศเตือนทุกช่องทาง เช่น วิทยุ โทรทัศน์ เสาสัญญาณ เป็นต้น

          2. เตรียมข้าวสาร อาหารแห้ง ยารักษาโรค ไฟฉาย และอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อเอาตัวรอดในยามน้ำท่วม

          3. เตรียมกระสอบทรายไว้เพื่อทำผนังกั้นน้ำ (แต่ห้ามวางไว้พิงกำแพง เพราะจะเพิ่มแรงดันให้น้ำทะลักเข้ามาได้ง่าย)

          4. หมั่นทำความสะอาดพื้น ไม่ให้มีของอันตรายหากเกิดน้ำท่วมสูง

          5. เก็บของมีค่า และสัตว์เลี้ยง รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้า ไปไว้ชั้นบนของบ้าน

          6. เตรียมเบอร์ติดต่อ หน่วยงานของรัฐ เผื่อต้องการความช่วยเหลือ

          7. ชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์สื่อสารให้พร้อม

          8. หากเกิดน้ำท่วมให้หนีขึ้นที่สูง และปิดวงจรไฟฟ้า เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร

          9. พยายามหาส่วนแห้งเพื่อหลบภัย และป้องกันไฟดูด

          10. ห้ามรับประทานน้ำที่ท่วมสูง หากขาดแคลนน้ำดื่ม ให้ต้มก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันโรคระบาด

          11. หากน้ำท่วมไม่สูงมาก ให้ระวังการใช้รถใช้ถนน และดูแลเด็กเล็กไม่ให้ออกจากบ้าน

          12. ระวังสัตว์มีพิษที่มากับน้ำ หากถูกกัดให้ล้างแผลด้วยน้ำต้มสุกและเช็ดแอลกอฮอล์รอบแผล จากนั้นหาทางไปโรงพยาบาลทันที



หน่วยงานให้ความช่วยเหลือน้ำท่วมและหมายเลขสอบถามข้อมูลน้ำท่วมต่าง ๆ



1. ศูนย์รับบริจาคสิ่งของโคราช

          - หากต้องการบริจาคสิ่งของ ให้ไปที่ศาลากลาง จังหวัดนครราชสีมานะคะ

          - ต้องการบริจาคเงิน ติดต่อได้ที่เบอร์โทร 044-259-996-8, 044-259-993-4 หรือโอนมาได้ที่ ธนาคารกรุงไทย สาขานครราชสีมา บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี "เงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จ.นครราชสีมา" เลขบัญชี  301-0-86149-4

2. ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม จังหวัดนครราชสีมา

          - สามารถสอบถามและขอความช่วยเหลือได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 044-342652-4 และ 044-342570-7

3. โรงพยาบาลมหาราช จ.นครราชสีมา

          - สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 086-251-2188 ตลอด 24 ชั่วโมง

          - ทางโรงพยาบาลมีความต้องการน้ำดื่มบรรจุขวด นมกล่อง และอาหารแห้ง รวมทั้งของใช้เบ็ดเตล็ดผู้ป่วย เช่น ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ผ้าอนามัย เป็นจำนวนมาก

          - สามารถบริจาคเงินไปได้ที่ ธนาคารกรุงไทย สาขานครราชสีมา บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี "โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา" เลขที่บัญชี 301-3-40176-1

4. กรมอุตุนิยมวิทยา

          - เว็บไซต์ tmd.go.th

          - สายด่วนกรมอุตุนิยมวิทยา โทร. 1182

          - สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร (AM 1287 KHz) โทร. 02-383-9003-4, 02-399-4394

          - สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา จ.นครราชสีมา (FM 94.25 MHz)โทร. 044-255-252

          - สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา จ.พิษณุโลก (FM 104.25 MHz) โทร. 055-284-328-9

          - สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา จ.ระยอง (FM 105.25 MHz) โทร. 038-655-075, 038-655-477

          - สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา จ.ภูเก็ต (FM 107.25 MHz) โทร. 076-216-549

          - สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา จ.ชุมพร (FM 94.25 MHz) โทร. 077-511-421

5. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

          - เว็บไซต์ disaster.go.th

          - สายด่วนนิรภัย หมายเลขโทรศัพท์ 1784

          - ขบวนช่วยเหลือน้ำท่วมออกเรื่อย ๆ ขอรับบริจาคเน้นไปที่ น้ำ, ยาแก้ไข้, เสื้อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-241-7450-6 แผนที่คลิกที่นี่

6. กรุงเทพมหานคร

          - สามารถไปบริจาคสิ่งของได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย อาคารศาลาว่าการกทม.1 (เสาชิงช้า), ศาลาว่าการกทม.2(ดินแดง) และที่สำนักงานเขตทุกแห่งทั่วกรุงเทพฯ 50 แห่ง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-354-6858

7. สภากาชาดไทย

          - สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-251-7853-6 , 02-251-7614-5 ต่อ 1603

          - สามารถบริจาคเงินไปได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี "สภากาชาด ไทยช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย" เลขที่บัญชี 045-3-04190-6 แล้วแฟ็กซ์ใบนำฝากพร้อมเขียนชื่อและที่อยู่มาที่ สำนักงาน การคลัง สภากาชาดไทย ถึงหัวหน้าฝ่ายการเงิน หมายเลขโทรสาร 02-250-0120 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมาย เลขโทรศัพท์ 02-256-4066-8

          - สามารถไปบริจาคสิ่งของได้ที่ สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย 1871 ถนนอังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 หากมาจากถนนพระราม 4 ให้เลี้ยวตรงแยกอังรีดูนังต์ เมื่อเข้าสู่ถนนอังรีดูนังต์ให้ชิดซ้ายทันที เนื่องจากอยู่ต้นๆถนน (ทางด้านพระราม 4) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-251-7853-6 ต่อ 1603 หรือ 1102 หากเป็นวันหยุดราชการ ต่อ 1302 , 02-251-7614-5 หมายเลขโทรสาร 02-252-7976

          - สามารถลงทะเบียนร่วมเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมได้ที่ http://www.rtrc.in.th/ หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์  02-251-7853-6 , 02-251-7614-5 ต่อ 1603 มาช่วยแพ็คชุดธารน้ำใจ  หรือช่วยขนพวกข้าวสารอาหารแห้งขึ้นรถบรรทุก แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่า ต้องการผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง และสามารถยกของหนักได้ (เพราะงานค่อนข้างหนัก และต้องยกของหนัก) เป็นผู้ชายก็จะดีมาก หากเราต้องการกำลังพล จะโทรศัพท์ไปติดต่อว่าจะสะดวกมาในวันที่เราแพ็คของหรือไม่ เป็นราย ๆ ไป

          รายการชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทย ช่วยผู้ประสบภัย (สภากาชาดไทย) 1 ชุด ประกอบด้วย

          1.  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  จำนวน  30 ซอง

          2.  ปลากระป๋อง  จำนวน  6  กระป๋อง

          3.  ผักกาดดอง  จำนวน  6  กระป๋อง

          4.  ปลาราดพริก  จำนวน  6  กระป๋อง

          5.  ข้าวหอมมะลิกระป๋อง 150 กรัม  จำนวน  6 กระป๋อง

          6.  น้ำพริก  จำนวน  2  กระปุก

          7.  ไก่ทอดกระเทียม  จำนวน  2  กระป๋อง

          8.  เครื่องดื่มช็อคโกแลตผง 3 in 1 (1X6 ซอง)  จำนวน  2  ถุง

          9.  ข้าวสาร (5 กิโลกรัม)  จำนวน  1  ถุง

          10.  โลชั่นกันยุง  จำนวน  1  ขวด

          11.  เทียนไข (1X2 เล่ม)  จำนวน  1  กล่อง

          12.  ไฟแช็ค  จำนวน  1  อัน

          13.  กระบอกไฟฉายพร้อมถ่าน  จำนวน  1  ชุด

          14.  ยาสามัญประจำบ้าน  จำนวน  1  ชุด

          15.  ยาแก้น้ำกัดเท้า  จำนวน  1  หลอด

          16.  เกลือไอโอดีน  จำนวน  1  ถุง

          17.  ถุงขยะสีดำ ขนาดเล็ก  จำนวน  1  แพ็ค (6 ใบ)

          18.  ถุงขยะสีดำ ขนาดใหญ่  จำนวน  1  แพ็ค (6 ใบ)

8. กองบัญชาการ กองทัพไทย

          - สามารถไปบริจาคสิ่งของได้ที่ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ (อาคาร 6) ตลอดเวลาราชการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-575-1500

9. ศูนย์รับบริจาคเงิน-สิ่งของช่วยผู้ประสบอุทกภัยเนชั่น

          - สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-338-3333 และ 02-338-3000 กด 3

          - สามารถบริจาคเงินไปได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาซีคอนสแควร์ บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี "บมจ.เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป เพื่อโครงการช่วยฟื้นฟูผู้ประสบภัยหลังน้ำท่วม" เลขที่บัญชี 095-2-71929-7

10. สถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 + ครอบครัวข่าวช่อง 3

          - สามารถไปบริจาคสิ่งของได้ที่ สถานีโทรทัศน์สี่ ช่อง 3 อาคารมาลีนนท์ ถนนพระราม 4 และสามารถช่วยบรรจุหีบห่อได้ที่หน้าอาคารได้เลย แผนที่คลิกที่นี่

          - สามารถบริจาคเงินไปได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาพระราม 4 อาคารมาลีนนท์ บัญชีกระแสรายวัน ชื่อบัญชี "ครอบครัวข่าว ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม53" เลขที่บัญชี 014-3-00368-9

11. สถานีโทรทัศน์ กองทัพบก ช่อง 5

          - สามารถไปบริจาคสิ่งของได้ที่ หน้าสถานีโทรทัศน์ กองทัพบก ช่อง 5 สนามเป้า  แผนที่คลิกที่นี่

          - สามารถบริจาคเงินไปได้ที่ ธนาคารทหารไทย สาขาสนามเป้า บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี "กองทัพบก โดยททบ.ช่วยภัยน้ำท่วม" เลขที่บัญชี 021-2-69426-9


12. ศูนย์รับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ที่โคราช รายการเช้าข่าวข้น+อสมท.

          - สามารถไปบริจาคสิ่งของได้ที่ อาคารปฏิบัติการ ชั้น 1 ตึกอสมท. ถ.พระราม9 เช่น อาหารแห้ง, เรือ, ผ้าอนามัย, ไฟฉาย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-201-6000 ที่อยู่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) 63/1 ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10320 แผนที่คลิกที่นี่

          - สามารถบริจาคเงินไปได้ที่ ธนาคารกรุงไทย สาขาอโศก ชื่อบัญชี "อสมท ร่วมใจช่วยภัยน้ำท่วม" เลขที่บัญชี 015-0-12345-0 สอบถามได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-245-0700-4

13. กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 NBT

          - สื่อวิทยุและโทรทัศน์ เครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ จะเป็นสื่อกลางรายงานสภาพอากาศ สถานการณ์อุทกภัย และเป็นจุดรับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. ในวันที่ 19 ตุลาคม 2553 ชื่อรายการ "ร่วมใจ ช่วยภัยน้ำท่วม" โดยยกเลิกผังรายการเดิมทั้งหมด

          - สำหรับการรับบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถไปบริจาคสิ่งของได้ที่ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถนนวิภาวดี-รังสิต เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-275-2053 แผนที่คลิกที่นี่

14. สน.ประชาชน ทีวีไทย รับแจ้งข้อมูลน้ำท่วม และร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัย

          - สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-791-1385-7, 02-791-1113 หรือ people@thaipbs.or.th สามารถไปบริจาคสิ่งของข้าวสารอาหารแห้ง, ข้าวของเครื่องใช้ ได้ที่ ตึกชินวัตร3  แผนที่คลิกที่นี่

          - สามารถบริจาคเงินไปได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี "เพื่อนพึ่งภาช่วยน้ำท่วม" เลขที่บัญชี 020-2-69333-2


15. จส. 100

          - สอบถามน้ำท่วมถ.มิตรภาพ ที่แขวงการทางต่าง ๆ ได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 044-242-047 ต่อ 21, 044-212-200, 037-211-098, 036-461-422, 036-211-105 ต่อ24

16. มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์

          - สามารถบริจาคเงินไปได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีกระแสรายวัน ชื่อบัญชี "มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์เพื่อผู้ประสบภัย" บัญชีเลขที่บัญชี 111-3-90911-5 บริจาคผ่าน ATM / สาขา SCB ไม่เสียค่าโอน

17. ธนาคารออมสิน

          - สามารถบริจาคเงินไปได้ที่ ธนาคารออมสิน สาขาสำนักพหลโยธิน บัญชีประเภทเผื่อเรียก ชื่อบัญชี "ออมสินรวมใจช่วยภัยน้ำท่วม" เลขที่บัญชี 0-2888888888-1 ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงินเป็นกรณีพิเศษไว้แล้ว

18. โรงแรมดุสิตธานี

          - สามารถไปบริจาคสิ่งของ ช่วยเหลือพี่น้องที่น้ำท่วม ได้ที่โรงแรมดุสิตธานี ในวันพุธที่ 20 ต.ค. ตั้งแต่เวลา 09.00-23.00 น.

19. มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน

          - รวบรวมสิ่งของบริจาค ช่วยเหลือพี่น้องที่น้ำท่วม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-465-6165

20. การรถไฟแห่งประเทศไทย

          - สอบถามการเดินรถไฟได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 1690

21. ติดต่อหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน

          - ติดต่อหน่วยแพทย์ฉุกเฉินได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 1669

22. บริษัทขนส่ง

          - สอบถามการเดินรถได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 1490

23. สถานีโทรทัศน์ กองทัพบก ช่อง 7

          - สามารถไปบริจาคสิ่งของได้ที่ สถานีโทรทัศน์ กองทัพบก ช่อง 7 ซ.พหลโยธิน 18/1 แผนที่คลิกที่นี่

          - สามารถบริจาคเงินไปได้ที่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาสำนักเพลินจิต ชื่อบัญชี "7 สีช่วยชาวบ้าน" เลขที่บัญชี 001-9-13247-1


24. มูลนิธิซีเมนต์ไทย

          - สามารถบริจาคอาหาร ผ้าอนามัย กางเกงในกระดาษ กระดาษทิชชู ถุงขยะ เทียนไข และไฟแช็ค สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-586-3415

25. จุดรับบริจาคของคนเสื้อแดงกลุ่ม Red Cyber

          - สามารถไปบริจาคสิ่งของได้ที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หน้าแฟชั่นมอลล์ (จอดรถข้างหน้าได้เลย) และบิ๊กซีลาดพร้าว ชั้น 5 ที่สถานีเอเชียอัพเดท

26. DTAC

          - สามารถไปบริจาคสิ่งของได้ที่ DTAC อาคารจามจุรีแสควร์ ถึงวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2553

27. มูลนิธิกระจกเงา

          - สามารถไปบริจาคข้าว สาร, อาหารแห้ง, น้ำดื่ม และยารักษาโรค ช่วยเหลือพี่-น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วม ได้ที่ มูลนิธิกระจกเงา (สนง.กรุงเทพ)  8/12 ซ.วิภาวดี44  ถ.วิภาวดีรังสิต  แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

          - สามารถบริจาคเงินไปได้ที่ ธนาคารกรุงไทย สาขานานาเหนือ ชื่อบัญชี "มูลนิธิกระจกเงา" เลขที่บัญชี    000-0-01369-2 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์  087-274-9769 (เอ), 02-941-4194-5 ต่อ 102 (เอ,สุกี้)

28. กรมทางหลวง

          - สายด่วนกรมทางหลวง หมายเลขโทรศัพท์ 1586 สอบถามข้อมูลน้ำท่วมได้ตลอด 24 ชั่วโมง

          - สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรมทางหลวง หมายเลขโทรศัพท์ 02-354-6530, 02-354 -6668-76 ต่อ 2014 ,2031

          - ศูนย์บริหารงานอุบัติภัย สำนักบริหารบำรุงทาง หมายเลขโทรศัพท์ 02-354-6551

          - ตำรวจทางหลวง หมายเลขโทรศัพท์ 1193

29 . องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ

          - สายด่วน หมายเลขโทรศัพท์ 1490 เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมในบริจาคสิ่งของ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ, สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 8, ศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ, สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ, สภากาชาดไทย

สุขภาพดี...มีชัยไปกว่าครึ่ง

                                   สุขภาพน่ารู้



1. การกินคะน้าตาไม่เป็นต้อ คะน้าเป็นผักหาง่ายในท้องตลาด เป็นผักที่อุดมไปด้วย วิตามินซี วิตามินอี แคโรทีนอยด์ และโฟเลต นอกจากนี้ยังมีสาร ลูทีน” ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในเลนส์ตา จากงานวิจัยพบว่า การกินอาหารหรือพืชผักที่มีสารลูทีนสูง เช่น คะน้า จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กิน นอกจากนี้การกินคะน้าเป็นประจำ ยังช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ปอด และเต้านมอีกด้วย

2. การกินเห็ดป้องกันกระดูกพรุน คนส่วนใหญ่ทราบดีว่าการขาดวิตามินดีและแคลเซียม จะทำให้กระดูกไม่แข็งแรง ยิ่งอยู่ในวัยสูงอายุก็อาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ ล่าสุดนักวิจัยพบว่า การกินอาหารที่มีธาตุทองแดงเป็นประจำ จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกได้ และการขาดธาตุทองแดงแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้อาการกระดูกพรุนแย่ลงไปอีก ดังนั้นการกินอาหารที่มีธาตุทองแดงมาก เช่น เห็ด ปู กุ้งมังกร หอยนางรม ลูกพรุน ปลาซาร์ดีน จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

3. การกินแอปเปิ้ลให้ปอดแข็งแรง ไม่ว่าจะกินแอปเปิลเขียวหรือแดงก็ดีต่อปอดเป็นที่สุด เพราะแอปเปิลมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อ เคอร์ซีทิน” สารตัวนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดอย่างได้ผล นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย วิธีการกินแอปเปิลให้ได้สารเคอร์ซีทีนมากที่สุดก็คือ ต้องกินผลสดทั้งเปลือก ซึ่งจะให้ได้รับสาร เพกทิน” จากเปลือกแอปเปิลเพิ่มขึ้นด้วย สารเพกทินมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย ส่วนคุณสาว ๆ ที่ต้องการลดน้ำหนักการกินแอปเปิลจะช่วยให้อิ่มนาน ไม่รู้สึกหิว เพราะในแอปเปิลมีคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันทีถึง 75 เปอร์เซ็นต์ การกินแอปเปิลสด ได้ประโยชน์มากมาย

4. การกินองุ่นทั้งเมล็ดช่วยชะลอความแก่ ใครที่อยากเป็นหนุ่มเป็นสาวสองพันปี เรามีวิธีการชะลอความชราด้วยการกินผลไม้ที่หาง่าย ๆ เช่น องุ่น และต้องเคี้ยวเมล็ดองุ่นด้วย เพราะในเมล็ดองุ่นมีสาร โอพีซี” (oligomeric proanthocyanidin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินซีถึง 20 เท่า และสูงกว่าวิตามินอีถึง 50 เท่า องุ่นจึงเป็นผลไม้ที่ช่วยรักษาสุขภาพจากภายใน ช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณให้ดูอ่อนกว่าวัย ช่วยชะลอความชรา และเป็นสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคที่เกี่ยวกับจอประสาทตาอีกด้วย


เช็ค ดวงตา” ถูกใช้งานอย่างหักโหมหรือไม่?!! พร้อมวิธีแก้ไขควรปฏิบัติ ช่วยถนอม สายตา” ยามนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์

นักศึกษายุคไอทีที่ต้องหาข้อมูล ทำการบ้าน หรือพิมพ์รายงานผ่านคอมพิวเตอร์นานหลายชั่วโมง หากรู้สึกตาแห้ง แสบ พร่ามัว ปวดกระบอกตา หรือเห็นแสง-สีผิดจากปกติ นั่นเป็นสัญญาณของการจ้องจอคอมฯ นานเกินไป แม้ไม่อันตราย แต่บั่นทอนประสิทธิภาพการเรียนรู้ ดังนั้น เพื่อดวงตาคู่สวยทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพไปนาน ๆ จึงต้องหมั่นถนอมด้วยวิธีต่อไปนี้
1.จอคอมพิวเตอร์ควรห่างจากสายตาประมาณ 1 ช่วงแขน และปรับจุดกึ่งกลางจอคอมฯ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 20 องศา เป็นระยะที่ช่วยลดอาการเมื่อยเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ หลัง และคอได้
2.ปรับแสง และความคมชัดหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้รู้สึกสบายตา โดยไม่ต้องเพ่ง ควรพิจารณาแสงไฟในห้องด้วยว่า เมื่อส่องกระทบหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้ว จ้าเกินไปหรือไม่ เพราะจะทำให้ดวงตาเมื่อยล้า แห้ง และแสบได้ง่าย นอกจากนี้ ควรติดแผ่นกรองรังสี เพื่อลดการกระจายแสง
3.พักสายตาทุก 30 นาที โดยหลับตา หรือมองไปไกล ๆ ประมาณ 5 นาที อาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ประคบดวงตา ประมาณ 2-3 นาที จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา และทำให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาได้ดี
4.ควรกระพริบตาให้บ่อยขึ้น เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตา ช่วยลดอาการแสบตา ตาแห้ง และความอ่อนล้าของดวงตาได้ ทั้งนี้ ผลการวิจัยในต่างประเทศพบว่า การนั่งจ้องคอมฯ เป็นเวลานาน อัตราการกระพริบตาจะลดลงโดยไม่รู้ตัว ถึงร้อยละ 60
5.สำหรับคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ มักตาแห้งได้ง่าย กรณีนี้การหยอดน้ำตาเทียมจะช่วยบรรเทาอาการปวด และแสบตาได้ แต่ควรใช้เมื่อมีอาการ
6.ทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นประจำ เพราะฝุ่นที่หนาจะทำให้แสงสะท้อนเข้าตาได้มากขึ้น
แม้การใช้งานคอมพิวเตอร์ โดยจ้องจอคอมพิวเตอร์ ไม่ควรเกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน จะเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ยากสำหรับหนุ่ม-สาวยุคไอที แต่สามารถถนอมดวงตาได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีข้างต้น เพียงหมั่นปฏิบัติให้เป็นนิสัย เพื่อสายตาได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพนานที่สุด.


ขณะที่เรามีอายุมากขึ้น ร่างกายของเรา -ไม่ว่าหญิงหรือชาย ก็มีอายุมากขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับผู้ชาย ร่างกายที่แสดงออกถึงความมีอายุคือพุงที่ห้อยย้อย รอยพับย่นที่หน้าผาก แน่นอนรวมทั้ง ศีรษะล้าน อย่างไรก็ตาม ผู้ชายมักชอบคิดว่า หากเส้นผมบนศีรษะพวกเขายังคงดกหนา นั่นหมายความว่าพวกเขายังคงอยู่ในช่วงชีวิตที่หนุ่มแน่น แต่ความจริงก็คือ ความคิดเช่นนั้นไม่แน่เสมอไปอีกแล้ว


8 วิธีฉุกรั้งเส้นผมให้อยู่บนศีรษะ
เว็บไซต์อาสค์เมนดอทคอมระบุว่า ปัจจุบัน สองในสามของผู้ชายอายุ 35 ปี เริ่มเผชิญหน้ากับปัญหาสภาพเส้นผมร่วงผมบางมากกว่าปกติ ขณะที่เกือบ 85% ของผู้ชายอายุ 50 ปีต้องเดินไปไหนมาไหนด้วยศีรษะที่มีจำนวนเส้นผมเพียงน้อยนิด แต่ในข่าวร้ายก็มีข่าวดี ยังมีวิธีชะลอให้เส้นผมยังรวมตัวอยู่บนศีรษะของพวกเราได้นานขึ้น
สาเหตุของผมร่วง
แม้อาการ ผมร่วง จะทำให้หลายคนแอบค้อนบิดามารดา อันเนื่องมาจากพันธุกรรม แต่ก็ยังมีสาเหตุอื่นอีก ซึ่งป้องกันได้ เช่น การพร่องสารอาหาร การติดเชื้อ ผลข้างเคียงจากการรับยารักษาโรค เคมีในผลิตภัณฑ์ที่ใช้เกี่ยวกับเส้นผม แม้กระทั่งความเครียด หาวิธีแก้ไขและจัดการสาเหตุดังกล่าว ขณะเดียวกันก็บำรุงรักษาสภาพเส้นผมไปด้วย ก็จะช่วยสกัดสาเหตุผมร่วงได้ดีขึ้น
กินเนื้อปลาให้มากขึ้น
เนื้อปลาไม่เพียงแต่อุดมด้วยโปรตีนและแร่ธาตุ หากเป็นปลาทะเลน้ำลึก ยังเป็นแหล่งกรดไขมัน โอเมก้า-3 ชั้นเยี่ยม และวิตามินดี สารอาหารทั้งสองประเภทนี้มีส่วนช่วยป้องกันผมร่วงในบุคคลที่ต้องรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยเคมีบำบัด แม้ยังไม่มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเส้นผมในผู้ชายสุขภาพดี แต่ทั้งโอเมก้า-3 และวิตามินดี ก็เป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์กับสุขภาพมากๆ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะสละเนื้อปลาออกจากมื้ออาหาร
รักษาระดับเหล็กในร่างกาย
การขาดแร่ธาตุประเภทเหล็ก มีผลให้ร่างกายเป็นโรคโลหิตจาง (ผู้หญิงมักประสบปัญหานี้ได้ง่าย) ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าคนที่ร่างกายขาดแร่ธาตุเหล็ก เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาผมร่วงโดยไม่คาดคิด แต่สภาวะหลุดร่วงของเส้นผมนั้นอาจจะเกิดขึ้นจนคุณแทบสังเกตไม่เห็น รู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อผมบางไปเยอะแล้ว การเพิ่มแหล่งอาหารที่มีธาตุเหล็กในแต่ละมื้อ เช่น เมล็ดฟักทอง เต้าหู้ ควินวา (quinoa เมล็ดธัญพืชในแถบอเมริกาใต้ อุดมด้วยธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม ไลซีน) ช่วยแก้ปัญหาผมร่วงอันเกิดจากร่างกายขาดแคลนธาตุเหล็ก นี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้กินมังสวิรัติที่ต้องการป้องกันปัญหาผมร่วง เนื่องจากร่างกายของคนกินมังสวิรัติอาจได้รับแร่ธาตุเหล็กไม่เพียงพอ เพราะคุณไม่กินเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดงและไข่
อย่าลืม วิตามิน บี
สิ่งสำคัญในการเจริญเติบโตของเส้นผม คือ วิตามิน บี ไบโอติน (biotin สารอาหารที่อยู่ในตระกูลวิตามินบี อาหารขาดไบโอตินคือผิวหนังแห้งเป็นขุย ผมร่วง ผมเปราะบาง) โฟเลท วิตามินบีสอง และวิตามินบีสิบสอง ถ้าคุณคิดว่าร่างกายขาดวิตามินบี ให้ลองปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจไปซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมารับประทานเอง หรือเข้าทำการทดสอบการขาดวิตามินบี วิธีป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดแคลนกลุ่มวิตามินบี คือ กินอาหารจำพวกผักใบเขียว ไข่แดง ตับ ข้าวกล้อง ถั่วชนิดต่างๆ โยเกิร์ต เนื้อปลา
จัดการความเครียด
ในช่วงเวลาที่ 85% ของเส้นผมบนศีรษะอยู่ในช่วงเจริญเติบโต เส้นผมจำนวน 15% บนศีรษะได้ถึงคราวหมดอายุลงแล้ว เส้นผมที่หมดอายุแล้ว หรือเส้นผมที่ตายแล้ว ก็จะหลุดร่วงจากเราไป แต่เรื่องเหลือเชื่อที่เป็นไปแล้วคือ ความเครียด ทำให้ระบบการเจริญเติบโตของเส้นผมตกใจสุดขีด ผลที่ตามมาคือ เส้นผมราว 30-40% หยุดเติบโตและเริ่มต้นตาย ปรากฏการณ์นี้จะเห็นผลในอีกสามเดือนต่อมา มีสภาพใกล้เคียงกับเวลาที่สุนัขถึงระยะที่มันต้องผลัดขน ดังนั้น หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงความคิดและความรู้สึกที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเครียด หรือเมื่อเกิดความเครียดแล้วควรหาวิธีบรรเทาและขจัดความเครียดให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว เพื่อป้องกันภาวะผมร่วงก่อนวาระ
อ่านฉลากยา
ผู้ชายส่วนใหญ่ทราบดีว่า เคมีบำบัด ชักนำให้เกิดภาวะผมร่วง แต่ผู้ชายอีกจำนวนมากก็ไม่ได้ระวังว่ายารักษาโรคบางตัวก็เป็นสาเหตุให้ผมร่วงได้เช่นกัน เช่น ยาลดการจับตัวของเม็ดเลือด (Blood thinners) ยารักษาโรคข้ออักเสบ ยาบางตัวที่ใช้เกี่ยวกับจิตเวช หากศีรษะที่มีเส้นผมดกหนาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ วิธีป้องกันศีรษะล้านง่ายที่สุดคืออ่านฉลากยาก่อนใช้ หรือสอบถามแพทย์เพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง
รักษาความสะอาดส่วนตัว
แม้จะไม่ใช่สาเหตุของผมร่วงโดยตรง แต่การละเลยความสะอาดอนามัยส่วนตัว ก็นำพาเชื้อรามาสู่หนังศีรษะได้ และเชื้อราบางชนิดก็เป็นสาเหตุให้ผมร่วง แค่รักษาความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะด้วยการสระผมด้วยแชมพู (ที่เหมาะกับสภาพเส้นผมและหนังศีรษะ) ก็ช่วยป้องกันการติดเชื้อของเชื้อราบนหนังศีรษะ (หนึ่งในกระบวนการทำให้ศีรษะล้าน) แต่อย่าสระผมมากหรือบ่อยจนเกินความพอดี เพราะสารสังเคราะห์ในแชมพูอาจทำร้ายต่อมไขมันโคนเส้นผม ซึ่งทำหน้าที่สร้างความชุ่มชื้นตามธรรมชาติให้เส้นผมและหนังศีรษะ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
แม้ยังไม่มีการศึกษาระบุแน่ชัดระหว่างการออกกำลังกายและการป้องกันปัญหาผมร่วงศีรษะล้าน แต่การออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยความเครียด ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย และเหงื่อที่ร่างกายขับออกมาขณะออกกำลังก็ช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างตามผิวหนังและหนังศีรษะ ช่วยให้รูขุมขนเส้นผมไม่อุดตันและได้หายใจสะดวกขึ้น
ร่วมสุขสโมสร
อย่างที่รู้กัน ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน แม้แต่เรื่องของ ศีรษะล้าน ไม่ว่ากรรมพันธุ์ของคุณ จะทำให้ผลสุดท้ายแล้ว คุณจะศีรษะล้านเมื่ออายุ 40 หรือไม่ก็ตาม อย่ายอมแพ้โดยไม่ต่อสู้
หากสู้แล้วพ่ายแพ้ ก็อย่าได้โศกเศร้าเสียใจ คุณไม่ได้โดดเดี่ยว สโมสรที่มีสมาชิกนับล้านๆ คนทั่วโลกที่ล่วงหน้าไปก่อนคุณ อ้าแขนต้อนรับสมาชิกใหม่ทุกปี ใครจะรู้คุณอาจกลายเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ก็ได้
ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า ล้าน” นี่แหละเซ็กซี่



อภินิหารพญานาค...ปู่อือลือ

ข่าวพญานาคบึงกาฬล่าสุด   

     บรรยายกาศการพิสูจน์และรอชมอิทธิฤทธิ์ “ปู่อือลือ” พญานาคที่สถิตย์อยู่ในหนองน้ำบึงโขงหลง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ ซึ่งกำลังเป็นข่าวพญานาคล่าสุดอยู่ ณ ขณะนี้นั้น หรือที่เรียกกันติดปากว่าพญานาคบึงกาฬ บึงโขงหลงเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ ที่มีความกว้าง 2 กิโลเมตร ยาว 13 กิโลเมตร   เป็นไปด้วยความคึกคัก ได้มีผู้คนไปจับจองที่เพื่อรอดูพญานาคปู่อือลือกันอย่างหนาแน่น ข่าวพญานาคล่าสุดตั้งแต่เช้ามืด เป็นจำนวนหลักแสน ทั้งที่พัก ร้านค้าต่างๆ ถูกจองเข้าใช้บริการ คาดมีเงินสะพัดกว่า 10 ล้านบาท ทั้งอำเภอรถติดโกลาหล โรงเรียนในเขตเทศบาลต้องปิดหลังเที่ยงวัน




อีกครั้งกับความฮือฮาของ ปู่อือลือ เมื่อผู้สื่อข่าวจังหวัดบึงกาฬได้รับแจ้งจาก นายปราโมทย์ สุกทน ผู้อำนวยการโรงเรียนบึงโขงวิทยา อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ ว่า ได้ทราบเรื่องจากชาวบ้านที่ตระเวนหาปลา บริเวณริมแม่น้ำโขง ได้พบเห็น ปู่อือลือ พญานาค ที่อาศัยอยู่ในหนองน้ำบึงโขงหลง ในเขตเทศบาลตำบลบึงโขงหลง ออกมาปรากฏกายให้เห็นหลายจุดในรอบบึง โดยการมาปรากฏกายแสดงตนในครั้งนี้ ไม่ได้สื่อสารผ่านร่าง พ.ต.อ.ชยรพ สายจันยนต์ ผกก.สภ.บึงโขงหลง เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ทำให้ชาวบ้าน รวมทั้งผู้ที่มีความเชื่อ ศรัทธา สนใจ และผู้ต้องการพิสูจน์พบเห็นปู่อือลือ ต้องเดินทางออกจากบ้านมาดู หลายคนบันทึกภาพใส่กล้องมือถือได้


     ผู้พบเห็นคือ นางกัลยา กรวิรัตน์ อายุ 50 ปี บ้านเลขที่ 180 หมู่ที่ 1 บ้านดอนกลาง ต.บึงโขงหลง ที่มีบ้านพักติดริมบึงโขงหลง อาชีพแม่ค้าขายของ ในตลาดสดเทศบาล กล่าวว่า เมื่อเช้าวันที่ 23 ส.ค.ตนได้ยินเสียง นางหนู นาชัย ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กัน และเป็นคนหาปลาอยู่หน้าเขื่อน ร้องเสียงโหยหวนดังมาก นึกว่าโดนรถชน แต่พอตนวิ่งออกไปดูที่หน้าบ้าน ก็เห็นนางหนูวิ่งหน้าตาตื่นขึ้นจากริมแม่น้ำ วิ่งขึ้นมาด้วยอาการตกใจ แต่พอตนมองไปตามทางที่นางหนูวิ่งขึ้นมาก็เห็น ปู่อือลือ เป็นงูใหญ่ลำตัวเท่าลำเรือหาปลา สีดำ ยาวประมาณ 30 เมตร กำลังว่ายน้ำจากทิศใต้ขึ้นเหนือ นานประมาณ 10 นาที



     แปลกที่ไม่มีน้ำกระเพื่อมรอบตัวเหมือนงูธรรมดาว่ายน้ำจะต้องเห็นคลื่นน้ำรอบตัวงู นางกัลยา กล่าวอย่างตื่นเต้น ระคนขนลุก
     ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เช้าของวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา พอข่าวพบ ปู่อือลือ มาแสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นกระจายออกไป ทำให้มีประชาชาชนจำนวนมาแห่ไปรอดู ทำเอาสนามสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติแน่นไปด้วยผู้คนหลายพันคน จนถึงเวลา 17.59 น. ปู่อือลือ ก็ปรากฏกายนิมิตร่างให้เห็นเป็นครั้งที่ 5 โดยขึ้นมาลอยน้ำอยู่ใกล้ศาลาเฉลิมพระเกียรติห่างฝั่งประมาณ 70 เมตร ต่อหน้าผู้คนที่รอชมนาน 3 นาที ทำเอาคนที่รอชมต่างส่งเสียงอื้ออึง ทั้งเสียงไชโย ทั้งเสียงสาธุรอบบึง


    ข่าวพญานาคล่าสุดตั้งแต่เวลา 07.00 น.วันที่ 19 สิงหาคม ท้องฟ้ายังมืดคลึ้มยังมีฝนตกลงมาปรอยๆ แต่พอสายมาก็หยุดตก ประชาชนทั้งที่เป็นคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างทยอย หอบเสื่อสาดเข้าไปในลานสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติของเทศบาลตำบลบึงโขงหลง เพื่อจับจองหาที่นั่งและทำเลที่ดีในการมองเห็นจุดที่คาดว่า “ปู่อือลือ” ซึ่งกำลังเป็นข่าวพญานาคล่าสุดอยู่ในขณะนี้ หรือพญานาคบึงกาฬที่จะขึ้นมาว่ายน้ำให้เห็นตัวเป็นๆ แถมยังให้เห็นหงอนสีแดงและพ่นน้ำขึ้นบนผิวน้ำให้ดู

ตามที่พญานาคนามว่า “ปู่อือลือ”  ซึ่งกำลังเป็นข่าวพญานาคล่าสุดอยู่ในขณะนี้  มาเข้าฝันสื่อสารผ่านร่าง พ.ต.อ.ชยรพ สายจันยนต์  ผกก.สภ.บึงโขงหลง จนทำให้ทั้งสนามหน้าโรงพัก หน้าที่ว่าการ ตลาดสด โรงเรียนบึงโขงหลงพิทยาคม โรงเรียนบึงโขงวิทยา และตามไหล่ถนนสายต่างๆ ในเขตเทศบาลรถแน่นไปหมด ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจ ต้องจัดหาเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร อปพร. และตำรวจจราจรมาอำนวยความสะดวกกันอย่างเต็มที่ เหตุการณ์นี้เป็นข่าวพญานาคล่าสุดในปัจจุบัน




ข่าวพญานาคบึงกาฬ กับ "ปู่อือลือ" ล่าสุด

     พ.ต.อ.ชยรพ  กล่าวในประเด็ดข่าวพญานาคล่าสุดว่า   ตลอดทั้งวัน ต่างมีทั้งประชาชน  สื่อมวลชน และเพื่อน ที่โทรศัพท์เข้ามาสอบถามว่าพญานาคบึงกาฬจะขึ้นมาให้เห็นจริงหรือไม่   ซึ่งก็ตอบไปว่าทุกครั้งที่ท่านมาเข้าฝันก็จะเป็นจริงตามนั้น    ที่ผ่านมา 4 ครั้งก็ไม่ผิดหวัง   ซึ่งครั้งที่ 5 นี้ “ปู่อือลือ” ท่านบอกว่า นอกจากจะให้เห็นหงอนสีแดงแล้ว  ยังจะพ่นน้ำให้ดูอีกด้วย นี้คือเหตุการณ์ที่เกิดกับข่าวพญานาคล่าสุดนี้

นายชัยมงคล  ขัดติยะราช ผอ.ร.ร.บึงโขงหลงวิทยาคม กล่าวว่าโรงเรียนต้องสั่งปิดการเรียนการสอนตั้งแต่เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป เนื่องจากมีรถนักท่องเที่ยวเข้ามาจอดในสนามและบริเวณโรงเรียนเต็มไปหมด เกรงจะเกิดอันตรายจึงได้สั่งในนักเรียนกลับบ้านก่อน และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเตรียมตัวดู ปรากฏการณ์และความมหัศจรรย์ของพญานาคบึงกาฬที่เกิดขึ้นกับจังหวัดบึงกาฬน้องใหม่ของประเทศ








 ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่าจนถึงเวลา 16.00 น.ก็ยังมีฝนตกปรอยๆ แล้วหยุดเป็นช่วงๆ ทำให้ประชาชนที่หลั่งไหลกันเดินหลบเข้าเต้นท์บ้าง บางคนก็กางร่มกันฝน แต่บางคนไม่ได้เตรียมตัวมาด้วยก็ยอมเปียกฝน เพื่อรอพิสูจน์สิ่งมหัศจรรย์ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ในสนามที่กว้างขวางก็แทบไม่มีที่เดิน เนื่องจากมีคนมากันเป็นจำนวนมากคาดว่าอาจจะถึง 1 แสนคนก็ได้ สร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ขายตามๆ กัน


     พ.ต.อ.ชยรพ กล่าวว่า หลังจากที่ประชาชนและนักท่องเที่ยว เฝ้ารอชมปรากฏการณ์อิทธิฤทธิ์ปู่อือลือ  พญานาคเล่นน้ำ มาตลอดทั้งวัน ท่ามกลางสายฝนที่ตกโปรยปราย  จนกระทั่งเวลา ประมาณ  16.20 น. และเวลา 16.40 น.   ก็ได้เกิดปรากฎการณ์พญานาคเล่นน้ำกลางบึงโขงหลง  นาน ประมาณครั้งละ 2 นาที ตามที่พญานาคนามว่า “ปู่อือลือ” มาเข้าฝันสื่อสารผ่านร่าง ของ ผกก.สภ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ ได้บอกไว้

     ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ท่ามกลางสายตามประชาชนเป็นนับแสน   ที่ต่างมารอชมด้วยความตื่นเต้น   สร้างความฮือฮา  ความดีใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก  ซึ่งเมื่อเกิดปรากฎการณ์ขึ้น บางคนส่งเสียงฮืฮารอบบึง ยกมือพนมไหว้สาธุ และบอกว่าเป็นบุญตาที่ได้เห็นปรากฏการณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้น   และรู้สึกว่าคุ้มค่าสำหรับการรอคอยมาตลอดทั้งวัน ท่ามกลางสายฝน  ซึ่งขณะนี้มีประชาชนยังเฝ้ารอชม  ขณะที่บางคนเริ่มทยอยเดินทางกลับบ้างแล้ว   หลายคนบอกว่าเห็นพญานาคมาเล่นน้ำ 2-3 นาทีก็ถือว่าเป็นบุญตาแล้ว







ปรากฏการณ์พญานาคบึงกาฬล่าสุด Update !


     ปรากฏการณ์ประหลาด ชาวบ้านที่อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ต่างพากันมาดูปรากฏการณ์ประหลาดรูปร่างคล้ายงู ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพญานาคมาเล่นน้ำกลางบึงโขงหลง สร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก
     โดยปรากฏการณ์นี้ได้เกิดขึ้นกลางบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติขนาดใหญ่ ได้มีผู้พบเห็นน้ำกลางบึงโขงหลงผุดขึ้นเป็นระลอก มองดูคล้ายกับงู แต่ชาวบ้านก็เชื่อว่าเป็นพญานาคกำลังเล่นน้ำ ในขณะที่พื้นที่น้ำบริเวณโดยรอบนอกกลับนิ่งสงบ สร้างความประหลาดใจให้กลับชาวบ้านผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก โดยที่ผ่านมามีผู้พบเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว 4 ครั้ง และครั้งนี้เป็นปรากฏการณืพญานาคล่าสุดของบึงโขงหลง

ข่าวจาก INN : จากเหตุการณ์ปู่อือลือ พญานาคที่เคยสร้างความฮือฮา โดยการสื่อสารผ่านร่าง พ.ต.อ.ชยรพ สายจันยนต์ ผกก.สภ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ ว่าจะมาปรากฏกายให้คนเห็นเป็นครั้งที่ 4 โดยเนรมิตตนคล้ายงูใหญ่ขึ้นมาว่ายน้ำในหนองน้ำบึงโขงหลง ในเวลาบ่าย 3 โมงวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา เมื่อถึงเวลาก็ปรากฏมีงูใหญ่ความยาวประมาณ 10 เมตรว่ายอยู่บนเหนือน้ำประมาณ 2 นาทีก็หายไป สร้างความฮือฮาต่อสายตานายศุภชัย เหลือแสงทอง รอง ผวจ.บึงกาฬ พล.ต.ต.ชัยทัต รุ่งแจ้ง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ และประชาชนนับพันคนมาแล้ว
     ล่าสุด ผู้สื่อข่าวบึงกาฬได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.อ.ชยรพ สายจันยนต์ ผกก.สภ.บึงโขงหลง ว่า ปู่อือลือ ว่ากันว่าเป็นพญานาคและเป็นสิ่งศักดิ์ที่ชาวอำเภอบึงโขงหลงให้ความเคารพบูชาได้มาเข้าฝันตนว่าในวันที่ 19 ส.ค.54 เวลาสี่โมงเย็นเป็นต้นไป จะมาปรากฏร่างให้เห็นอีกครั้งเป็นครั้งที่ 5 ในปีนี้ นอกจากว่ายน้ำให้เห็นยังจะแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์โดยคราวนี้จะให้เห็นส่วนหัวที่เป็นหงอนสีแดงและพ่นน้ำให้ดูอีกด้วย แต่ก่อนชมพญานาคช่วงเวลา 9 โมงเช้าจะมีพิธีเซ่นบวงสรวงที่ตำหนักปู่อือลือ




บึงกาฬ...บ้านเรา

จังหวัดบึงกาฬ.....^_^


 คำขวัญประจำจังหวัดบึงกาฬ
สองนางศาลศักดิ์สิทธ์     อิทธิฤทธิ์หลวงพ่อใหญ่
แหล่งน้ำใสหนองกุดทิง   สุดใหญ่ยิ่งแข่งเรือยาว
หาดทรายขาวเป็นสง่า    น่าทัศนาแก่งอาฮง
งามน้ำโขงที่บึงกาฬ       สุขสำราญที่ได้ยล...


สถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับ
เปิดตัวกันไปเรียบร้อยแล้วสำหรับ 'บึงกาฬจังหวัดหมายเลข 77 ของประเทศไทย ที่หลายคนยังสงสัยว่าจังหวัดนี้ตั้งอยู่ส่วนไหนของประเทศไทยกันหนอ? 
บึงกาฬ ชื่อนี้เคยมีสถานะเป็นแค่ อ.บึงกาฬ เขตการปกครองส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคาย มีสภาพพื้นที่ค่อนข้างห่างไกลจากตัวจังหวัดหนองคายไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราวๆ 136 กิโลเมตร และมีพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขงเป็นแนวยาว เป็นพรมแดนกั้นระหว่างประเทศไทยกับแขวงบริคำไชย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่หลังจากประกาศเป็นจังหวัดบึงกาฬเมื่อกลางปีที่แล้ว ก็ได้รวมอำเภออีกแห่งที่อยู่ใกล้เคียงกันมารวมไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งจังหวัดคือ อำเภอปากคาด อำเภอโซ่พิสัย อำเภอพรเจริญ อำเภอเซกา อำเภอบึงโขงหลง อำเภอศรีวิไล และอำเภอบุ่งคล้า ซึ่งในแต่ละอำเภอก็จุดเด่นและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป ทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ที่ถ้ามีโอกาสก็น่าจะได้เดินทางไปเยือนกันสักครั้ง 
สำหรับใครที่สนอกสนใจและคิดจะเดินทางไปสัมผัสความสวยงามของจังหวัดบึงกาฬ Sanook! ท่องเที่ยว ก็ไม่พลาดรวบรวมสุดยอดที่เที่ยวของจังหวัดใหม่แห่งนี้มาให้นักเดินทางได้ชื่นชมและสัมผัสมนต์เสน่ห์ก่อนใคร

1. เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูวัว (อ. บุ่งคล้า) ผืนป่าใหญ่ของ จ. บึงกาฬ และเป็นป่าอนุรักษ์ที่สวยสมบูรณ์ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของภาคอีสาน ภายในพื้นที่มีน้ำตกสวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตกถ้ำฝุ่น น้ำตกเล็กๆ ที่เข้าถึงสะดวกที่สุด บริเวณน้ำตกมีเพิงถ้ำหลายแห่ง หรือน้ำตกชะแนน น้ำตกใหญ่ที่ไหลลัดเลาะมาตามลำห้วย แล้วตกมาเป็นน้ำตกสามชั้นอยู่ห่างกัน คือ ขัวพญานาค ชะแนน และบึงจระเข้ โดยมีน้ำตกชะแนนเป็นน้ำตกขนาดใหญ่สุด



2.น้ำตกเจ็ดสี (อ. บุ่งคล้า) น้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูวัว สายน้ำไหลตกจากหน้าผาหินทรายแล้วแผ่กว้างออกสวยงามตระการตา ด้านล่างมีแอ่งน้ำสำหรับเล่นน้ำและโขดหินให้นั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจ
3. น้ำตกตาดกินรี (อ. บึงโขงหลง) อยู่ในป่าภูลังกา เป็นน้ำตกใหญ่ไหลลงสู่หุบเหว น้ำตกชั้นบนไหลลดหลั่นกันไปตามลานหินกว้าง และมีแอ่งน้ำใสให้เราสามารถลงไปเล่นน้ำกันได้



4. บึงโขงหลง (อ. บึงโขงหลง) ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์นก โดยเฉพาะนกน้ำที่ย้ายถิ่นเข้ามาในช่วงฤดูหนาว ทั้งห่านป่า นกเป็ดน้ำ นกยาง นกกระเต็น มีจุดดูนกอยู่ดอนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง บริเวณบึงยังมีหาดคำสมบูรณ์ที่มีหาดทรายทอดยาวในช่วงฤดูหนาว เป็นแหล่งพักผ่อนและชมวิวทิวทัศน์ มองเห็นภูลังกาเป็นฉากหลัง



5. ภูทอก (อ.ศรีวิไล ) ภูเขาหินทราย ที่มีวัดเจติยาคีรีวิหาร ตั้งอยู่เชิงเขา และมีสะพานไม้สร้างวนเวียนขึ้นไปสู่ยอดเขารวม 7 ชั้น เพื่อเป็นทางเดินขึ้นไปยังกุฏิและถ้ำที่อยู่ตามหลืบผา และมองเห็นความสวยงามของภูมิประเทศเบื้องล่างได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ถ้าในวันที่อากาศแจ่มใสอาจมองได้ไกลถึงเทือกเขาในเขตจังหวัดนครพนม


6.วัดสว่างอารมณ์ (อ. ปากคาด) ภายในวัดมีโบสถ์อยู่ยนก้อนหินใหญ่ หลืบถ้ำด้านล่างเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ปางปรินิพพาน บริเวณด้านบนก้อนหินเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์สวยงามของแม่น้ำโขง


7.หาดทรายขาว (อ. บึงกาฬ)เป็นหาดทรายขาวริมฝั่งแม่น้ำโขงที่สวยงามระยะทางยาวประมาณ 2 กม. เมื่อยามเช้าและเย็นอากาศดีลมพัดเย็นสบาย และความสวยงามเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า


8.แก่งอาฮง (อ.บึงกาฬ) เป็นแก่งหินกลางลำน้ำโขง บริเวณหน้าวัดอาฮงศิลาวาส บ้านอาฮง ตำบลหอคำ ถือว่าเป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกที่สุดไม่สามารถวัดความลึกได้ กระแสน้ำบริเวณแก่งอาฮงจะไหลเชี่ยวมากในฤดูน้ำหลากและมีกระแสน้ำไหลวนเป็น รูปกรวยขนาดใหญ่ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็น "สะดือแม่น้ำโขง" แม่น้ำโขงบริเวณแก่งอาฮงมีความกว้างประมาณ300 เมตร ในฤดูน้ำลดและมีความกว้างราว 400 เมตร ในฤดูน้ำหลาก และจะสามารถมองเห็นแก่งได้ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคมของทุกปี และกลุ่มหินที่ปรากฎบริเวณแก่งอาฮงจะมีชื่อเรียกตามลักษณะของหิน เช่น หินลิ้น นาค หินปลาเข้ ถ้ำปลาสวาย นอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอบึงกาฬและเป็นสถานที่ เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ คือ"บั้งไฟพญานาค" ในช่วงประเพณี ออกพรรษา จะมีนักท่องเที่ยวมาพักเที่ยวชมปรากฏการณ์ธรรมชาติ ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค บริเวณบ้านอาฮงเป็นจำนวนมาก จะมีมากในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ที่ปฏิทินไทย กับปฏิทินประเทศ สปป.ลาวตรงกัน และชาวบ้านโดยรอบยังอาศัยทำการประมงด้วย

9. หนองกุดทิง (อ.บึงกาฬ) แหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งหนองคายที่ยังความเป็นธรรมชาติไว้อย่างแท้จริง ด้วยมีพื้นที่เชื่อมต่อแม่น้ำโขง ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีความความหลากหลายทางชีวภาพจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับโลก (พื้นที่แรมซาร์) แห่งที่ 11 ของประเทศไทย หนองกุดทิง มีพื้นที่ราว 22,000 ไร่ มีสัตว์น้ำอาศัยอยูมากกว่า 250 สายพันธุ์ มีปลาที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลกถึง 20 สายพันธ์ มีนกพันธุ์ต่างๆกว่า40 ชนิด เหมาะสำหรับการมาพักผ่อน ชื่นชมธรรมชาติในวันสบายๆ



10. ตลาดสองฝั่งโขง (อ.บึงกาฬ)  เป็นตลาดริมแม่น้ำโขง ที่มีพ่อค้าแม่ค้าทั้งคนไทย และคนลาวข้ามฟากมาเปิดขายสินค้าในท้องถิ่นกันอย่างคึกคัก ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง เสื้อผ้า ของกินพื้นถิ่น เดินเล่นชิลล์ๆ ในบรรยากาศแบบพื้นบ้าน ติดตลาดเฉพาะวันอังคารกับวันศุกร์
การเดินทางไปจังหวัดบึงกาฬ สามารถเดินทางหลายเส้นทาง ดังนี้
1.รถยนต์ 
- จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหมายเลข 1 ผ่านจังหวัดสระบุรีแล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 2 ผ่านจังหวัดนครราชสีมา-จังหวัดขอนแก่น- จังหวัดอุดรธานี-จนถึงจังหวัดหนองคายและจากหนองคายสู่อำเภอบึงกาฬ โดยจะผ่านอำเภอโพนพิสัย กิ่งอำเภอรัตนวาปี อำเภอปากคาด รวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 751 กิโลเมตร
2. รถโดยสารประจำทาง 
มีรถโดยสารประจำทางทั้งรถโดยสารธรรมดาและรถปรับอากาศ 
- จากบริษัทขนส่งจำกัด http://www.transport.co.th โทรศัพท์: 0 2 936  2841 - 48, 0 2936 2852 - 66 ต่อ 442, 311
- บริษัท แอร์อุดร จำกัด http://airudon.comze.com สำรองที่นั่ง กรุงเทพฯ โทร 02 936 2735 อุดรธานี โทร 0 4224 5789 สถานที่จำหน่ายตั๋วอาคารหมอชิต 2 ชั้น 3 ช่องจำหน่ายตั๋ว 55 และ 118 (หลังประชาสัมพันธ์ ชั้น 3)
- บริษัท 407 พัฒนา ให้บริการด้วยรถปรับอากาศชั้น 1 และชั้น 2 ชนิด ม.1ข ,ม.4ข ,ม.1พ ,ม.2  ให้บริการรถสาย กรุงเทพฯ หนองคาย บึงกาฬ บุ่งคล้า, กรุงเทพฯ กุมภวาปี บึงกาฬ ,ระยอง-ขอนแก่น-พังโคน-บึงกาฬ
  และยังมีรถบริษัทเอกชนหลายแห่ง จัดรถวิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-หนองคาย โดยเริ่มจากสถานีขนส่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (หมอชิต 2) ถนนกำแพงเพชร
3. รถไฟ
- มีขบวนรถไฟจากกรุงเทพฯ-หนองคาย และขบวนรถด่วนดีเซลราง กรุงเทพ - อุดรฯ ทุกวัน ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 1690, 0 2223 7010, 0 2223 7020  www.railway.co.th  สถานีรถไฟหนองคาย โทร. 0 4241 1592
4. เครื่องบิน 
สามารถ ไปได้โดยลงที่สนามบินจังหวัดอุดรธานี รายละเอียดสอบถามได้ที่บริษัทการบินไทย จำกัด http://www.thaiairways.co.th/  ศูนย์สำรองที่นั่ง 0 2356 1111
สายการบิน ไทยแอร์เอเชีย โทร. 0 2515 9999 http://www.airasia.com/th/th/home.html
สายการบินนกแอร์   www.nokair.com Call us Nok Air at 1318 or +662- 900-9955




2012...กับโลกใบใหม่

  
                         21-12-2012 



การทำนายนั้นอยู่คู่กับสังคมของเรามานาน โดยเฉพาะการทำนายธรรมชาติ เช่นการดูสีของท้องฟ้า ก้อนเมฆ สายลม ดวงดาว แม้กระทั่งการมองเห็นด้วยจิต ที่สามารถหยั่งรู้ฟ้าดินและธรรมชาติได้ เหมือนที่เคยฮือฮากันไปเมื่อหลายปีก่อน เมื่อนาย กอร์ดอน (Gordon-Michael Scalion) ชาวอเมริกันที่เคยเสียชีวิตเมื่อปี 1979 แต่ กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นเขาก็อ้างว่า ได้รับพรสวรรค์ที่หยั่งรู้อนาคต เขามักจะเดินทางไปอยู่บนพื้นที่สูงๆ บนภูเขา แล้วมองลงมาเห็นภาพในอนาคต โดยเฉพาะภาพของเมืองที่เปลี่ยนไป และโลกที่จะเกิดขึ้นมาใหม่

คน ที่เชื่อถือนายกอร์ดอนนั้นมีไม่น้อย เพราะได้เคยฝากผลงานการทำนายที่แม่นยำเอาไว้ เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวในลอส แองเจอริส เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2535, เหตุการณ์แผ่นดินไหวในแคลิฟอร์เนียเมื่อ มกราคม 2537 รวมอีกหลายเหตุการณ์ที่เขาทายไว้แล้วก็ถูกเผง

แต่ที่น่าตื่นเต้นที่สุด ก็เห็นจะเป็นการทำนายเมื่อปี พ.ศ.2521 ซึ่งเขาเห็นตัวเองลอยอยู่เหนืออวกาศ แล้วมองลงมาบนโลก ด้วยภาพแผนที่โลกใหม่ เขาจึงใช้เวลาอยู่ 4 ปี ที่จะร่างแผนที่โลกอนาคตที่เห็นคนเดียวนั้นออกมาสู่ส ายตาชาวโลก พร้อมทั้งให้คำอธิบายไว้ว่า โลกที่แปรเปลี่ยนไปนี้จะเกิดจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ทำให้ทวีปของโลกเคลื่อนไปหมด และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1998-2012 หรือ พ.ศ.2541-2555 นั่นเอง


http://blogazine.prachatai.com/upload/dinya/dinya_20081006-175150.jpg
แผนที่โลกใบใหม่ โดย Gordon-Michael Scalion ทำเสร็จเมื่อปี 2525



ความเชื่อนี้สอดคล้องกับคำทำนายของอีกหลายคน เช่น นาย ฮูเซลีนโย่ (Juseleeno ) ชาว บราซิล ที่มองเห็นอนาคตล่วงหน้าด้วยตานิมิต สิ่งที่เขาเห็นแบบเดียวกับกอร์ดอนเห็นก็คือ โลกจะพังพินาศด้วยภัยธรรมชาตินานัปการ เป็นต้นว่า ในปี 2551 นี้ ญี่ปุ่นจะเกิดแผ่นดินไหว รวมถึงจีน มีการเสียชีวิตนับล้านคน และจะเกิดการก่อการร้ายครั้งใหญ่ในอเมริกา ปี 2553 ทวีปแอฟริกาจะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำอย่างหนัก และปี 2554 จะเกิดโรคไวรัสสายพันธุ์ใหม่ฆ่ามนุษย์ วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ จนถึงปี 2557 ดาวเคราะห์ขนาดเล็กจะชนกับโลก จนถึงปี 2558 มนุษย์จะตายเพราะทนความร้อนไม่ได้


สำหรับ อูแรนเดอร์ โอลิเวียร่าผู้ซึ่งอ้างว่าเคยได้ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวผู้โด่งด ังนั้น ก็อ้างว่าเขามีโทรจิตที่เห็นภาพอนาคตจากการบอกเล่าขอ งมนุษย์ต่างดาว ว่าในปี ค.ศ.2012 นั้น จะมีแสงสว่างมากที่สุดในกาแลกซี่และสะท้อนไปยังดาวเค ราะห์ที่โคจรรอบตัว สิ่งมีชีวิตและโลกจะปั่นป่วนอย่างยิ่ง



ด้วยความเชื่อเหล่านี้ บวกกับความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ จึงมีผู้คาดการณ์วันอันน่าระทึกเอาไว้ที่วันที่ 21 เดือน ธันวาคม ค.ศ.2012 นั้นเป็นวันเริ่มต้นกระบวนการดับสูญของโลก หรือ “Doomsday -21/12/12โดย คาดการณ์ว่าเป็นวันที่พระอาทิตย์จะเดินทางมาอยู่ยังศ ูนย์กลางของกาแลกซี่ ทำให้โลกดวงเล็กๆ ของเราคลอนโยกเยกและปลิวไปมา กระทั่งอาจจะต้องดับสูญลงไป โดยขณะนี้มีผู้จำลองเหตุการณ์ของ Doomsday แบบมัลติมีเดียไว้ในเวบไซต์ของ YouTube มากกว่า 20 ชุด

มีผู้อธิบายปรากฏการณ์นี้ในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า เกิดจากการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้คอมพิวเตอร์ Hyderabad คำนวณการแลกเปลี่ยนพลังงานที่ขั้วทิศเหนือและขั้วทิศ ใต้สลับตำแหน่งกัน ว่ามีคุณสมบัติแม่เหล็กพลิกกลับขั้วของดวงอาทิตย์ทุก ๆ 11 ปี และจะก่อพลังงานสูงสุดได้ในปี 2012 อย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดเมื่อหลายล้านปีก่อน


อย่างไรก็ดี มีผู้ออกความเห็นมากมายที่ยังเชื่อว่า ปี 2012 อาจ ไม่ใช่วันสิ้นโลก แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นที่จะเห็นโฉมหน้าของโลกใหม่ เรากลับมาที่แผนที่โลกของนายกอร์ดอนอีกครั้ง ซึ่งแผนที่ฉบับนี้ (Future Map Of The World) ได้ระบุเหตุการณ์ไว้มากมาย สรุปที่สำคัญๆ ได้เป็นต้นว่า

ออสเตรเลียจะเสียแผ่นดินไป 25% จากน้ำท่วม, นิวซีแลนด์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะแผ่นดินเก่าและใหม่จะเชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกัน นิวซีแลนด์ห่างไกลจากทะเลมาก แอฟริกาจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน แม่น้ำไนส์จะกว้างกว่าเดิมมาก ทะเลแดงจะกว้างออกทำให้ "โคโร" จมหายไปในทะเล เช่นเดียวกับเกาะมาดากัสการ์

จะ มีแผ่นดินเกิดใหม่ในทะเลอาหรับ ทะเลสาปวิคอเรียจะรวมเข้ากับทะเลสาบยาซาไหลสู่มหาสมุ ทรอินเดีย ส่วนอเมริกาใต้จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ ลุ่มน้ำอะเมซอนจะกลายเป็นทะเลปิดแบบเดียวกับทะเลสาปส งขลา ในแมกซิโกจะเกิดภูเขาไฟระเบิดและแผ่นดินไหวต่อเนื่อง ยาวนาน 25 ศตวรรษ ส่วนยุโรปตอนเหนือจะจมลงทะเล เหลือแค่เกาะเล็กๆ รัสเซียจะแยกจากยุโรป เกิดทะเลใหญ่ยาวมาก ฝรั่งเศสจะจมน้ำเหลือแต่กรุงปารีส ทางน้ำใหม่จะแยกสวิสเซอร์แลนด์ออกจากฝรั่งเศส และอิตาลี เวนิส เนเปิ้ล รวมถึงโรมจะจมน้ำหายไปในทะเล ฯลฯ


http://blogazine.prachatai.com/upload/dinya/dinya_20081006-175159.jpghttp://blogazine.prachatai.com/upload/dinya/dinya_20081006-175244.jpg
แผนที่โลกใบใหม่ในส่วนเอเชีย และส่วนขยายประเทศไทย


มา ดูฝั่งเอเชียของเรากันบ้าง แผนที่ใหม่นี้ได้บอกว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จะทำให้เก ิดน้ำท่วมตั้งแต่ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ไปจนถึงทะเลแบริ่งซึ่งอยู่ระหว่างอะลาสก้ากับรัสเซีย เกาะญี่ปุ่นจึงจะจมหายไปหมด เหลือไว้แค่ 2-3 เกาะ เท่านั้น ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ และไต้หวันกับเกาหลี ก็จะหายจมไปในทะเล ดังนั้น แนวฝั่งของจีนก็จะร่นเข้าไปในแผ่นดินใหญ่หลายร้อยไมล ์ทีเดียว อินโดนีเซียจะถูกทำลาย เช่นเดียวกับฟิลิปินส์ เอเชียจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สูงมากเพราะตั้งอยู่บน 3 ทวีป ส่วนไทยนั้นอยู่บนแผ่นทวีปของ ยูเรเซี่ยน ซึ่งจะเกิดการยกตัวให้สูงขึ้น แผ่นแปซิฟิกจะเคลื่อนไป 9 องศา ดังนั้น บางส่วนจะมุดตัวลง บางส่วนจะยกตัวขึ้น

ผล สรุปการทำนายก็คือ ประเทศไทยจะยังเหลืออยู่บางส่วนตามภาพที่ขยายออกมา ซึ่งคงได้ยินกันมาอยู่บ้างว่า ประเทศไทยจะเหลือมากที่สุดคือภาคเหนือ ส่วนอีสานบางส่วน และภาคใต้จะจมลงไปในทะเลพร้อมกับมาเลเซีย สิงคโปรและอินโดนีเซีย ส่วนชายฝั่งทะเลจะมาอยู่ที่ชัยภูมิ เพรชบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัยและตาก และแม่น้ำโขงจะกลายจากแม่น้ำเป็นทะเล

สำหรับวิดีโอข้างล่างนี้ เป็นมัลติมีเดียการทำนายแผนที่ใหม่ของจีน ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ Youtube โดยผู้ใช้ชื่อ halobed


http://www.youtube.com/watch?v=nUI-LgZ2vlc

สำหรับในบ้านเรา คุณหมอประสาน ต่างใจ เคยพูดเอาไว้ในงานเสวนา พุทธศาสตร์กับอนาคตโลกถึงการละลายของน้ำแข็งบนยอดเขา จำนวน 19 ร้อยล้านตันว่าจะใช้เวลาอีกราว 5-7 ปี ซึ่งละลายหมดในปี ค.ศ.2012 เช่นเดียวกันกับปฏิทิน 22 ของชาวเผ่ามายา ได้ทำปฏิทินเอาไว้ที่ 5,000 ปี โดยแต่ละเดือนจะมี 20 วัน โดยเชื่อว่า โลกในวันสุดท้ายคือ 22 ธันวาคม ค.ศ.2012 พระเจ้าของพวกเขาจะปรากฏตัวอีกครั้งนั่นเอง

อ่านจบแล้วอย่าลืมว่า นี่เป็นคำทำนายเท่านั้น ยังไม่มีใครรับรองได้ว่าจะเกิดได้จริงดั่งภาพนิมิตจา กนักทำนายเหล่านี้ ในวันที่ 21/12/2012 หรือไม่ มีแต่อนาคตเท่านั้นที่จะบอกได้ค่ะ

* ในระยะหลังนี้หลายท่านคงตระหนักถึงภัยธรรมชาติที่เพิ ่มและรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าถามถึงกระแสในปัจจุบันก็คงหนีไม่พ้นคำว่า โลกร้อน แต่ยังมีสิ่งหนี่งที่ผมเองสนใจอย่างยิ่ง คือจุดจบของโลกในปี ค.ศ 2012 ซึ่งเริ่มนับถอยหลังเพียงแค่อีก 4ปีเท่านั้น รายละเอียดต่าง ๆ นั้นค้นหาใน google เอานะครับ ซึ่งมีมากมาย ผมขอสรุปตามที่ค้นหามาได้ดังนี้

1.ทางวิทยาศาสตร์ NASA ออกมาบอกว่าสนามแม่เหล็กโลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
2.ทางโหราศาสตร์ บ่งบอกว่าจะเกิดการเรียงตัวกันของ โลก กาแล็คซี่ทางช้างเผือก และดวงอาทิตย์
3.ทางโบราณคดี ชาวมายามีปฏิทินถึงเพียงแค่ปี 2012 และระบุวันจุดจบของโลกไว้
4.ทางการทำนาย นอสตราดามุสได้ทำนายไว้กับราศีตีความแล้วสอดคล้องกับ ทางโหราศาสตร์
5.ทาง UFO ผู้ที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้อ้างว่ามนุษย์ต่างดา วได้บอกเค้า(แล้วแต่ความเชื่อ)
6.ทางความคิดผมเอง ศาสนาพุทธและคริส ได้ระบุวันจุดจบไว้แล้วในปี พุทธศักราชและคริสศักราช

ไม่ว่าจะทางใด ดูจากหลาย ๆ ทางแล้วชี้ไปในปีเดียวกัน ความเชื่อมั่นกับสิ่งที่จะเกิดในปี 2012 นั้นน่าจะมีอะไรเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่ ๆ แต่ที่แน่ ๆ ในปัจจุบันผมมั่นใจว่ามันน่าจะเริ่มเกิดขึ้นแล้ว โดยสังเกตุจากผลกระทบจากภัยธรรมชาตินี่เอง เมื่อกลับมามองดูปี 2012 ก็เลยมานั่งพิจรณาดูเล่น ๆ (การนับเลขฐานสิบจะนับศูนย์ถึงเก้า) ถ้าเราตัดเลขสองออกก็จะได้เลขนับ 0->1->2 เมื่อมาดูเป็นปี พ.ศ. มันเป็นปี 2555 (เลยสวยมาก) ถ้าเราตัดเลขสองออกเช่นกัน จะได้เลข 5 เรียงตัวกัน 3 ตัวผมขอโยงไปเรื่องโหราศาตร์ที่จะมี โลก กาแล็คซี่ และดวงอาทิตย์ ที่จะเกิดการเรียงตัวกัน ผลลัพธ์นั้นคงบอกไม่ได้ อาจเกิดผลกระทบรุนแรงต่อโลกหรืออาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ ้นเลยก็ได้ เพราะสิ่งที่เราไม่รู้นั้นยังมีอีกมากมายทั้งในอวกาศ และจักรวาล

ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงและภัยพิบัติต่าง ๆ เกิดขึ้นจริงและอย่างรุนแรง ผมคงไม่ขอสาธยายไว้ ณ ที่นี้นะครับ เพราะจะเขียนยังไงก็ได้ ทำให้เกิดความกลัวและตื่นตูมไปเสียปล่าว เวลาเหลืออีกเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น ก็มาลุ้นกันแล้วว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นจริงไหม ?

สำหรับผมแล้ว(พวกคิดไม่เหมือนคนอื่น) คงเลือกที่จะศึกษาค้นคว้าเพื่อเอาตัวรอดต่อไป ไม่ว่าจะทำสถานีตรวจวัดอากาศ งานด้านพลังงาน งานด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ฯลฯ ก็หวังว่าจะเอาความรู้ที่ได้ศึกษาไว้มาปรับใช้เพื่อป กป้องและป้องกันภัยให้ กับตัวเองและคนอื่น ๆ





                                     มาดูคลิปวีดีโอกันเลย....